องค์การอนามัยโลกรับรองภูฏานกำจัดโรคเรบีส์ในคนที่มีสุนัขเป็นแหล่งแพร่เชื้อในฐานะปัญหาสาธารณสุขได้สำเร็จ
องค์การอนามัยโลก (WHO) รับรองว่าภูฏานสามารถกำจัดโรคเรบีส์ในคนที่มีสุนัขเป็นแหล่งแพร่เชื้อในฐานะปัญหาสาธารณสุขของประเทศได้สำเร็จ นับเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขององค์การอนามัยโลกที่บรรลุเป้าหมายดังกล่าว
เรบีส์หรือโรคพิษสุนัขบ้าเกิดจากเชื้อไวรัสและผู้ป่วยเกือบทั้งหมดจะเสียชีวิตเมื่อเริ่มแสดงอาการทางคลินิก อย่างไรก็ตาม เราป้องกันการเสียชีวิตจากโรคนี้ได้ โดยการฉีดวัคซีนให้สุนัขช่วยควบคุมโรคที่แหล่งของการแพร่เชื้อ ขณะที่การให้การป้องกันโรคหลังสัมผัสเชื้อ (post-exposure prophylaxis หรือ PEP) อย่างทันท่วงที สามารถป้องกันไม่ให้เชื้อเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางหลังถูกสัตว์กัด การให้ PEP ประกอบด้วยการล้างแผลอย่างทั่วถึง การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในคนให้ครบตามกำหนด และการให้เรบีส์อิมมูโนกลอบูลิน (rabies immunoglobulin หรือ RIG) ในกรณีที่มีข้อบ่งชี้
“ผมขอแสดงความยินดีกับภูฏานสำหรับความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นอีกก้าวหนึ่งสู่เป้าหมายการยุติการเสียชีวิตของคนจากโรคเรบีส์ที่มีสุนัขเป็นแหล่งแพร่เชื้อภายในปี พ.ศ. 2573” นพ. เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก กล่าว
“ความสำเร็จของภูฏานแสดงให้เห็นว่าสุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่ร่วมกันนั้นเชื่อมโยงอย่างไม่อาจแยกออกจากกัน การประสานความร่วมมือระหว่างบุคลากรสาธารณสุข สัตวแพทย์ และชุมชน แสดงให้เห็นว่าการควบคุมโรคเรบีส์ไม่อาจดำเนินการแบบแยกส่วนได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน”
สุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) หัวใจสำคัญของความสำเร็จของภูฏาน
ความสำเร็จของภูฏานเกิดจากการลงทุนอย่างต่อเนื่องนานกว่าทศวรรษในการดำเนินงานตามแนวทางสุขภาพหนึ่งเดียว ซึ่งมองว่าสุขภาพของคน สัตว์ และระบบนิเวศมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบเหล่านี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดและการแพร่กระจายของโรคในคนและสัตว์ แนวทางสุขภาพหนึ่งเดียวจึงมุ่งส่งเสริมสุขภาพของคน สัตว์ พืช และระบบนิเวศ ผ่านการดำเนินงานที่ประสานและบูรณาการระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ
ภายใต้แนวทางดังกล่าว ภูฏานให้ความสำคัญกับการจัดสรรทรัพยากร การเฝ้าระวังแบบบูรณาการ และการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า เมื่อมีรายงานสัตว์สงสัยโรคเรบีส์ หน่วยงานด้านสุขภาพสัตว์และสาธารณสุขจะทำงานร่วมกันเพื่อค้นหาผู้ที่อาจสัมผัสเชื้อ และหากจำเป็นจะมีการสอบสวนโรคร่วมกันในพื้นที่ภายใต้กรอบแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว
นพ. นิเลช บุดดา รักษาการผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “ภูฏานแสดงให้เห็นว่า การกำจัดโรคเรบีส์ในคนที่มีสุนัขเป็นแหล่งแพร่เชื้อสามารถทำได้ เมื่อมีภาวะผู้นำระดับประเทศที่เข้มแข็ง แนวทางสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) ที่มีความเข้มแข็งและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และชุมชนที่ร่วมมือกันเพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกัน ความทุ่มเทของบุคลากรสาธารณสุข สัตวแพทย์ และอาสาสมัคร De-suung หรือ ‘Guardians of Peace’ มีส่วนสำคัญในการขยายการฉีดวัคซีนสุนัข การจัดการประชากรสุนัข และการสร้างความตระหนักของชุมชนให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ความสำเร็จของภูฏานถือเป็นตัวอย่างสำคัญสำหรับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค”
การรับรองของ WHO ผ่านกระบวนการประเมินตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยคณะผู้ประเมินระดับภูมิภาคซึ่ง WHO จัดตั้งขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การสุขภาพสัตว์โลก (WOAH) ดำเนินการประเมินสองขั้นตอน ได้แก่ การทบทวนเอกสารหลักฐาน และการลงพื้นที่ในภูฏานระหว่างวันที่ 17–22 สิงหาคม พ.ศ. 2569
ระหว่างการลงพื้นที่ คณะผู้ประเมินตรวจสอบหลักฐานจากสถานบริการสุขภาพระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับพื้นที่ ตรวจเยี่ยมห้องปฏิบัติการ ทบทวนข้อมูลโครงการและระบบสารสนเทศ ลงพื้นที่บริเวณชายแดนภูฏาน–อินเดีย และหารือกับเจ้าหน้าที่โครงการและหน่วยงานจากหลายภาคส่วน โดยพบว่าภูฏานไม่มีผู้เสียชีวิตจากโรคเรบีส์ในคนที่มีสุนัขเป็นแหล่งแพร่เชื้อมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2566
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขภูฏานระบุว่า ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและปศุสัตว์ หน่วยงานพันธมิตร รัฐบาลท้องถิ่น และชุมชน ภายใต้แนวทาง One Health โดยภูฏานจะยังคงดำเนินมาตรการสำคัญ ได้แก่ การให้ PEP อย่างต่อเนื่อง การฉีดวัคซีนสุนัขในวงกว้าง การจัดการประชากรสุนัข การมีส่วนร่วมของชุมชน และการเสริมความเข้มแข็งของระบบเฝ้าระวัง
ภูฏานจะยังคงให้บริการ PEP โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและครอบคลุมทั้ง 20 เขตการปกครอง พร้อมดำเนินการฉีดวัคซีนสุนัข การจัดการประชากรสุนัข และการเฝ้าระวังโรคแบบบูรณาการระหว่างคนและสัตว์ ภายใต้ระยะต่อไปของโครงการ Nationwide Accelerated Dog Population Management and Rabies Control Programme (NADPM&RCP) และกลไก Inter-Ministerial Committee on One Health (IMCOH) รวมทั้งเพิ่มความร่วมมือข้ามพรมแดนกับรัฐของอินเดียที่อยู่ติดกัน เพื่อลดความเสี่ยงจากการนำโรคกลับเข้ามาอีกครั้ง
นพ. ภูปินเดร์ กาวเวอร์ ออลักช์ ผู้แทน WHO ประจำภูฏาน กล่าวว่า การรับรองครั้งนี้เป็นผลจากการลงทุนด้านสุขภาพหนึ่งเดียวและหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ดำเนินมาเป็นเวลาหลายปี โดย WHO จะยังคงสนับสนุนภูฏานในการรักษาและเสริมความเข้มแข็งของระบบที่นำไปสู่ความสำเร็จดังกล่าว
การดำเนินงานของภูฏานนำโดยกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงเกษตรและปศุสัตว์ ร่วมกับอาสาสมัคร De-suung และชุมชนทั่วประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการจาก WHO และ WOAH และได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจาก Bhutan Health Trust Fund และหน่วยงานพันธมิตร รวมถึง Pandemic Fund







