เคนยาพบผู้เสียชีวิตจากอีโบลารายที่ 2 ด้านไนจีเรียเร่งหาต้นตอการติดเชื้อของผู้ป่วยรายแรก

เคนยาพบผู้เสียชีวิตจากอีโบลารายที่ 2 ด้านไนจีเรียเร่งหาต้นตอการติดเชื้อของผู้ป่วยรายแรก

ทางการเคนยารายงานเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ว่า พบผู้เสียชีวิตจากโรคอีโบลาที่เกิดจากไวรัสบุนดิบูเกียว (Bundibugyo virus) เป็นรายที่ 2 ของประเทศ ผู้เสียชีวิตเป็นหญิงวัย 65 ปี ซึ่งเป็นญาติใกล้ชิดของผู้ป่วยรายแรก (index patient) ของเคนยา และเริ่มมีอาการป่วยเมื่อ 10 วันก่อน

หญิงรายนี้เสียชีวิตขณะอยู่ระหว่างการกักกันโรค หลังเข้ารับการรักษาตามอาการ (supportive care) ในหอผู้ป่วยโรคติดเชื้อของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงไนโรบี ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขเคนยาระบุว่า จะช่วยดำเนินการฝังศพผู้เสียชีวิตอย่างปลอดภัยและสมเกียรติ

ทางการเคนยาระบุว่า ขณะนี้ยังไม่พบผู้ป่วยรายใหม่ ส่วนผู้ป่วยยืนยันอีก 7 รายยังคงรักษาตัวอยู่ในหน่วยแยกโรค ทั้งนี้ ผู้ป่วยทุกรายในเคนยาติดเชื้อจากผู้ป่วยรายแรก ซึ่งเดินทางเข้าประเทศเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม โดยเดินทางผ่านยูกันดาและสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC)

นับตั้งแต่ผู้ป่วยรายแรกเสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม เคนยาติดตามผู้สัมผัสของผู้ป่วยรายนี้ได้แล้ว 135 คน ในจำนวนนี้อยู่ระหว่างกักกันโรค 118 คน และเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้สัมผัสกลุ่มแรกที่กักกันโรคครบกำหนด 21 วันได้รับการปล่อยตัวแล้ว

ไนจีเรียส่งตัวผู้ป่วยอีโบลาทางอากาศไปยังสวิตเซอร์แลนด์

ผู้ป่วยอีโบลารายแรกของไนจีเรียถูกส่งตัวกลับสวิตเซอร์แลนด์ด้วยเครื่องบินพยาบาลแล้วในวันเดียวกัน โดยมีอาการคงที่ ตามข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม X

มูฮัมหมัด อาลี ปาเต (Muhammad Ali Pate) รัฐมนตรีประสานงานด้านสาธารณสุขและสวัสดิการสังคมของไนจีเรีย เปิดเผยว่า “ผู้ป่วยรายแรกมีอาการดีขึ้นมาก อาการคงที่ รู้สึกตัวดี สื่อสารได้ และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการใกล้กลับสู่ระดับปกติแล้ว”

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า “ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยพ้นระยะแพร่เชื้อแล้ว จึงยังต้องใช้มาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด โดยผู้ป่วยถูกส่งตัวไปพร้อมกับสามี ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีอาการป่วย”

ด้าน นพ.ฌอง คาเซยา (Jean Kaseya) ผู้อำนวยการใหญ่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) เปิดเผยเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า จะส่งทีมนักวิทยาศาสตร์ไปยังไนจีเรีย เพื่อสอบสวนหาสาเหตุการติดเชื้อของผู้ป่วยอีโบลารายแรกและรายเดียวของประเทศในขณะนี้ หลังการตรวจสอบประวัติการเดินทางของผู้ป่วยอย่างละเอียดเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน ไม่พบว่าผู้ป่วยเคยเดินทางไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

ผู้ป่วยรายนี้เป็นหญิงชาวยูกันดาวัย 42 ปี สมรสกับชายชาวสวิสที่ทำงานอยู่ในไนจีเรีย ทั้งคู่เพิ่งเดินทางไปยูกันดาเมื่อไม่นานมานี้ ทั้งนี้ Africa CDC ระบุว่า ผู้ป่วยรายแรกของทั้งเคนยาและไนจีเรียต่างเดินทางผ่านท่าอากาศยานนานาชาติเอนเทบเบ (Entebbe International Airport) ของยูกันดาเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม จึงเป็นไปได้ว่าการแพร่เชื้ออาจเกิดขึ้นที่ท่าอากาศยานแห่งนี้

ทางการสวิตเซอร์แลนด์ระบุว่าจะเฝ้าติดตามอาการของผู้ป่วยและสามีอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ไนจีเรียยังคงติดตามผู้สัมผัสอีก 52 คนภายในประเทศ

ขณะที่ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งยุโรป ประเมินว่า “โอกาสติดเชื้อของประชาชนจากสหภาพยุโรปและเขตเศรษฐกิจยุโรป ที่อาศัยอยู่หรือเดินทางไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในเคนยาและไนจีเรีย อยู่ในระดับต่ำ หากปฏิบัติตามมาตรการป้องกันที่แนะนำ”

ด้านศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา รายงานตัวเลขล่าสุดว่า การระบาดในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกมีผู้ป่วยสะสมแล้ว 9,964 ราย เสียชีวิต 4,841 ราย โดยอัตราป่วยตายยังคงอยู่ที่ประมาณร้อยละ 48

ความคืบหน้าอื่น ๆ เกี่ยวกับโรคอีโบลา

  • เมื่อวานนี้ เกิดเหตุพยาบาลถูกสังหาร 1 ราย และบุคลากรสาธารณสุขอีก 1 รายถูกทำร้ายในจังหวัดโชโป (Tshopo) ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก บริเวณนอกสถานพยาบาลที่ให้การรักษาผู้ป่วยอีโบลา ทางการท้องถิ่นยังไม่ออกมาแสดงความเห็นต่อการเสียชีวิตครั้งนี้ ขณะที่ ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “ทุกคนที่ทำงานเพื่อปกป้องชุมชนจากโรคร้ายแรงนี้ต้องสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีศักดิ์ศรีและปลอดภัย การบริการด้านสุขภาพต้องได้รับการคุ้มครองเสมอ”
  • แม้การระบาดในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกจะยังไม่สามารถควบคุมได้ แต่การทดลองวัคซีนรูปแบบใหม่ที่เปรียบเทียบวัคซีนอีโบลา 3 ชนิด ได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยจะทดสอบวัคซีน Ervebo ของบริษัท Merck & Co. ซึ่งออกแบบมาสำหรับไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ซาอีร์ (Zaire) ควบคู่กับวัคซีนทดลองที่พัฒนาโดยบริษัท Moderna มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และ Serum Institute of India โดยอาสาสมัครกลุ่มแรกได้รับวัคซีน Ervebo แล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่เมืองบูเนีย (Bunia) ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก
  • บริษัท Regeneron ประกาศขยายข้อตกลงกับหน่วยงาน Biomedical Advanced Research and Development Authority (BARDA) เพื่อจัดหายารักษาโรคอีโบลา Inmazeb เพิ่มเติม เพื่อเสริมการเตรียมความพร้อมของสหรัฐอเมริกา ยาดังกล่าวเป็นยาผสมแอนติบอดี 3 ชนิด ได้แก่ atoltivimab, maftivimab และ odesivimab-ebgn ซึ่งผลการทดลองในผู้ป่วยอีโบลาที่เกิดจากไวรัสสายพันธุ์ซาอีร์พบว่า ยานี้ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้ประมาณร้อยละ 55 เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับยาออกฤทธิ์ (active control)